การควบคุมการไหลของอากาศ (Airflow) เป็นหัวใจสำคัญของหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นระบบปรับอากาศ (HVAC), ห้องคลีนรูม (Cleanroom) หรือกระบวนการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม การเลือก เครื่องมือวัด Airflow ที่เหมาะสม จึงมีผลโดยตรงต่อความถูกต้องของข้อมูล คุณภาพงาน และการผ่านมาตรฐานต่าง ๆ
บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจพื้นฐานของ Airflow และ Velocity พร้อมแนะนำประเภทเครื่องมือวัด Airflow ที่นิยมใช้ และแนวทางการเลือกให้เหมาะกับหน้างาน
ความแตกต่างระหว่าง Airflow และ Velocity
ก่อนเลือกเครื่องมือ จำเป็นต้องเข้าใจความแตกต่างของสองคำนี้ให้ชัดเจน
Velocity (ความเร็วลม)
คือความเร็วของอากาศที่ไหลผ่านจุดใดจุดหนึ่ง มีหน่วยเป็น m/s หรือ ft/min
👉 มักใช้ตรวจสอบทิศทางและความแรงของลม
Airflow (อัตราการไหลของอากาศ)
คือปริมาณอากาศที่ไหลผ่านพื้นที่หนึ่งในช่วงเวลาที่กำหนด มีหน่วยเป็น m³/h หรือ CFM
👉 ใช้ประเมินประสิทธิภาพระบบระบายอากาศและระบบปรับอากาศ
หมายเหตุ: เครื่องมือหลายชนิดวัด Velocity แล้วนำมาคำนวณเป็น Airflow โดยอาศัยพื้นที่หน้าตัดของท่อหรือช่องลม
ประเภทเครื่องมือวัด Airflow ที่นิยมใช้งาน
1. Hot Wire Anemometer
จุดเด่น
☑️วัดลมความเร็วต่ำได้อย่างแม่นยำ
☑️มีความละเอียดสูง เหมาะกับงานที่ต้องการค่าการวัดที่เชื่อถือได้
☑️ขนาดเล็ก ใช้งานสะดวกในพื้นที่จำกัด
เหมาะกับงานประเภทไหน
👉การวัด Airflow ในห้องคลีนรูม (Cleanroom)
👉ห้องปฏิบัติการและห้องทดลอง
👉งานที่ต้องการความแม่นยำสูงของความเร็วลม
2. Vane Anemometer
เป็นเครื่องมือวัดความเร็วลมโดยใช้การหมุนของใบพัด (Vane) ซึ่งความเร็วในการหมุนจะแปรผันตามความเร็วลม เหมาะสำหรับการวัดลมที่ไหลอย่างสม่ำเสมอในระบบระบายอากาศ
จุดเด่น
☑️แข็งแรง ทนทาน เหมาะกับงานภาคสนาม
☑️รองรับการวัดลมความเร็วปานกลางถึงสูง
☑️ให้ค่าการวัดที่เสถียรในระบบ HVAC
เหมาะกับงานประเภทไหน
👉ระบบปรับอากาศและระบายอากาศ (HVAC)
👉ช่องจ่ายลมและช่องรับลม เช่น Diffuser และ Grille
👉การตรวจสอบระบบลมในอาคารและโรงงาน
3. Pitot Tube
เป็นอุปกรณ์วัดความเร็วลมในท่ออากาศ โดยอาศัยการวัดความดันรวมและความดันสถิต แล้วนำมาคำนวณเป็นค่าความเร็วลม เหมาะกับการวัด Airflow ในระบบท่อปิด
จุดเด่น
☑️ให้ค่าความแม่นยำสูงในการวัดลมในท่อ
☑️เป็นวิธีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในงานวิศวกรรม
☑️รองรับการวัดตามมาตรฐานสากล เช่น ASHRAE และ ISO
เหมาะกับงานประเภทไหน
👉ระบบท่ออากาศในโรงงานอุตสาหกรรม
👉งานตรวจวัดเพื่อคำนวณ Airflow อย่างเป็นมาตรฐาน
👉การตรวจสอบประสิทธิภาพระบบท่อลม
4. Flow Hood (Balometer)
Flow Hood หรือ Balometer เป็นเครื่องมือวัด Airflow ที่สามารถวัดปริมาณลมได้โดยตรงจากช่องจ่ายลมหรือช่องดูดลม โดยไม่ต้องคำนวณจากความเร็วลม ช่วยลดความคลาดเคลื่อนในการวัด
จุดเด่น
☑️แสดงค่า Airflow ได้ทันที
☑️ลดความผิดพลาดจากการคำนวณพื้นที่หน้าตัด
☑️เหมาะกับงานปรับสมดุลระบบลม (Air Balance)
เหมาะกับงานประเภทไหน
👉ระบบ HVAC ภายในอาคาร
👉ห้องคลีนรูม (Cleanroom)
👉งานปรับสมดุลและตรวจสอบระบบลม
เครื่องมือวัด Airflow ต้องสอบเทียบหรือไม่?
เครื่องมือวัด Airflow และ Velocity จำเป็นต้องสอบเทียบทุกประเภท
เนื่องจากเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการตัดสินคุณภาพและประสิทธิภาพของระบบ หากค่าการวัดเกิดความคลาดเคลื่อน อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อ
☑️ ประสิทธิภาพของระบบปรับอากาศและการควบคุมการไหลของอากาศ
☑️ การผ่านการตรวจประเมินตามมาตรฐาน ISO และ GMP
☑️ ความปลอดภัยและความเสถียรของกระบวนการผลิต
การสอบเทียบ (Calibration) จึงมีบทบาทสำคัญในการยืนยันว่า
เครื่องมือวัดยังคงให้ค่าที่ ถูกต้อง แม่นยำ เชื่อถือได้ และ สอดคล้องกับมาตรฐานสากล

สรุป : เครื่องมือวัด Airflow มีหลากหลายประเภท โดยแต่ละชนิดเหมาะสมกับลักษณะหน้างานและสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน การเข้าใจพื้นฐานของ Airflow และ Velocity การเลือกใช้เครื่องมือให้เหมาะสมกับการใช้งานจริง รวมถึงการ สอบเทียบเครื่องมือวัดอย่างสม่ำเสมอ เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ค่าการวัดมีความถูกต้อง แม่นยำ และเชื่อถือได้
การสอบเทียบยังช่วยรองรับการตรวจประเมินตามมาตรฐานต่าง ๆ เช่น ISO, GMP และมาตรฐานด้านวิศวกรรมที่เกี่ยวข้อง ลดความเสี่ยงจากค่าคลาดเคลื่อน และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ รวมถึงความเสถียรของระบบในระยะยาว
👉 หากคุณต้องการบริการสอบเทียบเครื่องมือวัด Airflow และ Velocity
MIT GROUP รับบริการสอบเทียบเครื่องมือวัด ตามมาตรฐานสากล
ให้บริการโดยทีมผู้เชี่ยวชาญ พร้อมเอกสารรับรองที่สามารถใช้ประกอบการตรวจประเมินได้อย่างมั่นใจ
📞 ติดต่อสอบถามบริการสอบเทียบเครื่องมือวัด (Calibration ISO / ANSI)
บริษัท มิราเคิล อินเตอร์เนชั่นแนล เทคโนโลยี จำกัด (MIT GROUP)


















































































































